ความกลัวบนหลังอาน..ผ่านมุมสูง

ช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์กำลังจะจากลา ก่อนที่ท้องฟ้าจะถูกทาบทาด้วยความมืดยามราตรี
ที่หน้าต่างของห้องบนตึกสูง ปรากฏชายที่หลายคนคุ้นตา กำลังยืนมองลงมาสู่เบื้องล่าง ด้วยสายตาที่เหนื่อยล้า เจือด้วยความกลัวและความเจ็บปวด ให้สังเกตเห็นได้ไม่ยากนัก

ด้วยท่าทีอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แขนขวาถูกขึงโยงไว้ด้วยผ้าคล้องแขน เสื้อในชุดผู้ป่วยเผยช่วงไหล่ให้พอเห็นได้ว่า มีผ้าปิดแผลปกปิดอยู่เป็นทางยาว

เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถประคองตัวและพยุงร่างกายให้มายืนหยุดอยู่ที่หน้าต่างบนอาคารสูงของโรงพยาบาลเปาโล..บานนี้
แล้วภาพอดีตหลายภาพ ค่อยๆ เลื่อนผ่านเข้ามาในความนึกคิด ภาพแล้วภาพเล่า ฉากแล้วฉากเล่า ซึ่งแทบทุกภาพเหล่าน้ัน ล้วนแต่เป็นภาพที่เกี่ยวกับจักรยานแทบทั้งสิ้น..

ผม… เรียกเขาคนนี้ว่า กัลบกนักปั่น หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า “พี่แซม” สิริพงศ์ รวยดีเลิศ ชายผู้ที่พลิกฟื้นจากคนที่กำลังจะกลายเป็นผู้สูญเสียอาชีพ อันเกิดมาจากปัญหาหัวเข่าเสื่อมทั้งสองข้าง แต่ท้ายที่สุด การ “ปั่นจักรยาน” ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา จนกลายเป็น “คนปั่นจักรยาน” ที่สามารถนำพาผู้คนมาร่วมปั่นจักรยานได้มากมายจนถึงทุกวันนี้

แล้วอะไรกันละ.. ที่ทำให้เขาต้องเกิดความกลัวบนหลังอานจักรยานได้ ในช่วงเวลาที่มองลงมาจากมุมสูงเช่นนี้

“ชีวิตนี้ ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะต้องเข้าห้องผ่าตัด”
พี่แซมเริ่มต้นถ่ายทอดที่มาแห่งความกลัว.. ด้วยความรู้สึกจากสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าจะเกิดขึ้นกับตน

“ก่อนนี้.. ผมร่วมกับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบางแก้วไบค์ เพื่อนคนนั้นคนนี้ หรือใครก็แล้วแต่ จัดทริปปั่นจักรยานพาเพื่อนๆ ไปปั่นท่องเที่ยวหลายต่อหลายครั้ง”

“เวลานั้น คิดเพียงอย่างเดียวว่า จักรยานสามารถนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ เราก็อยากจะให้เพื่อนๆ ที่ปั่นจักรยานหลายๆ คน ได้ปั่นได้สนุกกับธรรมชาติเหมือนกับที่ตัวเราได้ปั่นจักรยานไปพบเจอมา”

“จัดทริปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณสิบคน หรือกลุ่มใหญ่เป็นร้อย และหลายร้อยคน ตอนนั้นไม่เคยคิดกลัว มีก็เพียงแต่กังวลว่าจะมีใครเป็นอะไรหรือไม่เล็กๆ น้อยๆ เมื่อทริปจบไปแล้วทุกคนปลอดภัยไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้น ก็จะรู้สึกโล่งอกเสมอ”

“แต่พอมาวันนี้ผมมายืนอยู่บนตึกสูงของโรงพยาบาลเปาโลชั้น 11 พร้อมกับความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เมื่อยืนมองลงไปข้างล้าง คิดว่าทำไมเราถึงได้เกิดความเจ็บปวดมากมายขนาดนี้ มันเกิดจากการปั่นจักรยานผมของ ความประมาท ชะล่าใจ ชั่วพริบตา”

แล้วภาพเหตุการณ์ในวันนั้นก็ถูกเรียงร้อยออกมา…
“วันนี้ทางจังหวัดสมุทรปราการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การปั่นจักรยานท่องเที่ยงคุ้งบางกระเจ้า ผมได้มีส่วนเข้าไปร่วมกับกิจกรรมนี้
เมื่อออกจากบ้านไปเจอเพื่อนสูงที่แพขนานยนต์ เพื่อนฝูงที่รู้จักก็เข้ามาทักทายกันมากมาย เราปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ เส้นทางก่อนเข้าไปในสถานที่จัดงาน จะมีสะพานข้ามคลองเล็กๆ ซึ่งเป็นสะพานที่ไม่ได้สูงอะไรมาก ผมปั่นขึ้นไปถึงบนเนินของสะพาน และปล่อยให้จักรยานค่อยๆ ไหลลง ช่วงจังหวะนั้นเองได้มีเพื่อนปั่นจักรยานเข้ามาใกล้ๆ แล้วเอ่ยถามผมว่า..”

“พี่แซม พี่แซม เวทีจัดงานเค้าอยู่ตรงไหนครับ?”

“ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไร มือขวาจับแฮนด์จักรยานส่วนมือซ้ายก็ยกขึ้นชี้ และตาก็มองไปหาเวทีจัดงาน เพื่อบอกเพื่อนที่มาสอบถามว่า.. อยู่ตรงโน้น.. เวทีเค้าอยู่ตรงโน้น”

“พริบตาเดียว.. ผมมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่หน้าคะมำลงไปกับพื้นเสียแล้ว ด้วยสัญชาตญาณก็ใช้มือมายันกับพื้นเพื่อรับน้ำหนักและป้องกันหน้าที่จะกระแทกพื้นปูนอย่างเต็มที่ แค่นั้นเอง.. ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรร้ายแรง..
สาเหตุเพราะล้อหน้าของจักรยานนั้นตกลงไปในร่องหลุมของพื้นสะพาน ทำให้ล้อหลังกระดกขึ้นกำลังจะตีลังกา จึงทำให้แขนและไหล่ที่ยันกับพื้นไว้นั้น.. รับน้ำหนักอย่างกระทันหันและเต็มที่”
พี่แซมบอกเล่าอย่างเห็นภาพ และเหมือนพยายามจะแสดงท่าทางเพื่อความชัดเจน.. แต่ร่างกายขณะนั้นไม่ได้เอื้ออำนวยเท่าไรนัก

“หลังจากนั้นผมก็มีความรู้สึกว่าปวดมือทั้งสองข้าง และเกิดเป็นร้อยช้ำเขียว
แต่ก็ร่วมกิจกรรมจนจบและปั่นจักรยานถึงบ้าน และเตรียมประกอบภารกิจปกติ
ปรากฏว่ามือข้างขวาไม่สามารถจะยกขึ้นได้ ซึ่งอาชีพของผมคือ ช่างตัดผม
ผมไม่สามารถจะยกปัตตาเลี่ยนขึ้นได้ เกิดอาการทั้งปวดและเสียวบริเวณแขนและหัวไหล่ จึงตัดสินใจไปพบแพทย์… ”

“หลังจากแพทย์ตรวจสอบผลการเอ็กซ์เรย์ออกมาแล้ว ได้วินิจฉัยว่า เอ็นน่าจะขาด และเข้าเครื่องเอ็มอาร์ไอเพื่อสแกนดูอีกครั้ง ผลก็ปรากฏว่าเอ็นขาดจริงๆ หมอบอกว่าจะต้องผ่า เพราะถ้าไม่ผ่าต่อไปจะยกแขนไม่ขึ้น”

แม้จะมีความกังวล แต่จากคำพูดของแพทย์ ก็ทำให้พี่แซมเบาใจขึ้นบ้าง
“หมอบอกว่านิดเดียว ไม่มากมายอะไร เพราะเป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้อง
ผมจึงตัดสินใจผ่าตัด หมอฉีดยาให้หนึ่งเข็ม และให้ยามาทาน เพื่อรอการผ่าตัด รอคิวมาสามเดือน ระหว่างนั้นผมก็ปั่นจักรยานตามปกติ ทำงานตามปกติ ไม่ได้คิดอะไร เพราะอาการโดยรวมก็ดีขึ้น ความรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง”

แต่พี่แซมไม่ทราบเลยว่า.. ตลอดสามเดือนที่ผ่านมานั้น.. ที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดเป็นเพราะยาที่ได้รับ แต่ไม่ใช่เพราะอาการดีขึ้นแต่อย่างใด…

“พอถึงวันผ่าตัด จำได้ว่า หมอนัดไปคุยรายละเอียด หมอบอกว่าดมยานะ ผ่าส่องกล้องไม่เจ็บหรอก นิดเดียว แต่ความกังวลของผมก็ยังมีอยู่ ขณะที่นอนรอในห้อง พยาบาลมาให้น้ำเกลือ ถึงเวลาพยาบาลมาเตรียมเข็นไปห้องผ่าตัด บอกกับผมว่า…”

“คุณลุง.. ถึงเวลาแล้วนะ เดี๋ยวจะพาไปห้องผ่าตัด”

พยาบาลทำการตรวจวัดความดัน แต่ปรากฏว่า ความดันของพี่แซม.. ขึ้นไปสูงมาก
“ก่อนหน้านี้วัดความดันอยู่ในระดับปกติ อาจจะเกิดความความกังวลและตื่นเต้น
พยาบาลวัดสองครั้งก็ยังสูง ขึ้นไปถึง 170 กว่า หมอจึงบอกให้รอก่อน”

ครู่ใหญ่ๆ พยาบาลจึงกลับมาตรวจความดันอีกครั้ง.. แล้วจึงได้แจ้งว่า..​
“ได้แล้วละ”

พี่แซมบนเตียงพยาบาลถูกเข็นเข้าไปในส่วนเตรียมตัวในห้องผ่าตัด
“สิ่งที่สัมผัสได้.. คือห้องผ่าตัดที่เราเคยเห็นแต่ในหนังในละคร ปรากฏว่ามันก็เหมือนอย่างที่เราเห็นในหนังนั่นแหละ”

“พยาบาลก็มาสอบประวัติ ถามว่า คุณลุงชื่ออะไร อายุเท่าไร ประกอบอาชีพอะไร สูบบุหรี่มั้ย ดื่มเหล้าหรือเปล่า เป็นอะไรมา นานหรือยัง แพ้ยาอะไรมั้ย เป็นโรคประจำตัวอะไรมั้ย ทานยาประจำหรือไม่ ซึ่งเป็นการชวนเราพูดคุย เพื่อช่วยให้เราคลายความกังวลลง  หลังจากนั้นพยาบาลก็วัดความดันเราอีกครั้ง ปรากฏว่าความดันลดลงเป็นปกติแล้ว ก็ได้ยินหมอกับพยาบาลคุยกันว่า….”

“ได้และ เอาเลย”

จากนั้นก็เข็นเตียงพี่แซมไปยังจุดที่พร้อมทำการผ่าตัด
ระหว่างนั้นเองที่พี่แซมได้ยินบทสนทนาระหว่างแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดกับพยาบาล
“แกเป็นอะไรมา?”
หมอก็ตอบว่า..
“ปั่นจักรยานล้ม แล้วเอ็นขาดแค่นั้นเอง”
พยาบาลก็มาคุยกับพี่แซมว่า
“ไม่เป็นอะไรนะ นิดเดียวเอง หมอส่องกล้อง เดี๋ยวหมอให้หลับนะ”

จากนั้นพี่แซมก็เล่าต่อถึงช่วงเวลาก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลงไปจากความรู้สึกที่มี
“แล้วก็เอายามาให้เราดม ครั้งแรกเราก็ยังเฉย พอครั้งที่สองความรู้สึกเราก็หยุดลงตรงนั้น นานเท่าไรก็ไม่รู้ หลับไปเลย.. เกิดอะไรขึ้นก็ยังไม่รู้”

“จนกระทั่งเวลาเท่าไรก็ไม่รู้ อยู่ๆ ได้ยินเสียงพยาบาลจับตัวและเขย่าเราเบาๆ”

เสียงของพยาบาลที่ได้ยิน
“คุณลุง คุณลุง สิริพงศ์ ตื่นรึยังค่ะเนี่ย?”

“เรียกผมสองสามครั้ง ผมก็รู้สึกตัวและได้ยิน แต่ว่าไม่ลืมตา เค้าก็ทราบว่าเราตื่นแล้ว ได้ยินหมอที่ผ่าตัดเราพูดว่า…”

“คิดว่าจะนิดเดียว.. แต่นี่เยอะเลยนะ”

พยาบาลจึงถามคุณหมอว่า
“ไม่รู้ว่าคุณลุงคนไข้แกทนอยู่ได้ยังไงนะ ตั้งสามเดือน มันเยอะนะเนี่ย”

“หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกตัว.. มารู้สึกตัวอีกทีก็หลังจากที่กลับมาอยู่ที่ห้องคนไข้แล้ว และได้ยินหมอพูดว่า…”

“ปวดหน่อยนะ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว”

และได้ยินคนคุยกันว่า
“ตอนนี้ต้องให้มอร์ฟีนนะ”
เพราะมีการต่อท่อเพื่อเอาเลือดออก และได้ยินบอกญาติว่า
“ช่วงนี้เค้าจะร้องหน่อยนะ ให้คอยดูแล แต่เป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อกี้ก่อนออกจากห้องผ่าตัด คนไข้อาเจียนเยอะ”

“แต่ผมไม่รู้นะว่าอาเจียนด้วย”
พี่แซมบอกเล่าในขณะที่คิดตามเสียงของแพทย์ กับเหตุการณ์ในช่วงผ่าตัด ซึ่งไม่รู้สึกตัวเองในขณะนั้น

“หลังตื่นขึ้นมา มันเจ็บปวดในลำตัวเราอย่างมาก จนเกิดความสงสัยว่า.. เราผ่าตัดที่หัวไหล่ แต่ทำไมเจ็บปวดไปทั้งลำตัว ทั้งช่องท้อง ปอด จนไม่สามารถขยับตัวได้ ปวดจนร้อง.. บอกภรรยา..”

“ชั่วโมงนั้นทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า การที่เราปั่นจักรยานแล้วเกิดเหตุขึ้น มันทำให้เราต้องเจ็บขนาดนี้เลยหรือ ทั้งที่เราก็ไม่ได้ล้มรุนแรงอะไรเลย”

“หลังจากนั้นหมอจะมาดูแลเป็นระยะ จนเราฟื้นขึ้นมาในอีกวันถัดมา.. แต่ก็ยังไม่สามารถจะลุกขึ้นมาได้ เพราะยังรู้สึกระบมไปทั่วร่างกาย”

“วันที่สองบ่ายๆ ก็พอจะลุกขึ้นได้ หมอมาถอดเอาสายระบายเลือดออก เพราะเรามีเลือดออกมากในช่วงผ่าตัด พยาบาลจับเราลุกขึ้นมาและสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไหวไหม เราก็รู้สึกว่าเออ.. ดีขึ้นมาหน่อย สามารถลุกไปห้องน้ำได้เอง”

“ช่วงเย็นๆ มายืนมองที่หน้าตา มองออกไปเห็นภาพในมุมสูง เห็นว่าบ้านเมืองเราทำไมถึงแออัดอย่างนี้… อยู่กันอย่างไร เอาอากาศที่ไหนหายใจกันนะ แล้วภาพของถนนเส้นเล็กๆ มีรถยนต์วิ่งไปมาอย่างรวดเร็ว เยอะมาก ทำให้นึกขึ้นว่า.. แล้วนี่เราปั่นจักรยานบนท้องถนนอย่างนี้ได้อย่างไรกัน ความกลัว ความเจ็บ เกิดขึ้นตรงนี้”

“มองไปนึกถึงเราปั่นจักรยาน เกิดความกลัว การปั่นจักรยานทำให้เราเจ็บขนาดนี้ แล้วเราเองก็เป็นคนนำทริปจักรยาน พยายามรณรงค์ชักชวนให้ผู้คนมาปั่นจักรยานเช่นเดียวกับเรา แต่แล้วก็เกิดความกลัว ความกลัวที่ว่านั้นคือ ความเจ็บปวดบนหลังอาน เมื่อมองผ่านมุมสูง ณ ตรงนั้น ทำให้เรากลัวไปเลยว่า..”

“คนอื่นจะเจ็บเหมือนเรา และอาจจะเจ็บมากกว่า”

“คิดไปถึงว่า.. นำทริปพาคนมาปั่นจักรยาน กลัวไปว่าจะพาคนไปเจ็บ พาภรรยาเรามาปั่นจักรยาน กลัวไปว่าจะพาภรรยาไปเจ็บอย่างเรา กลัวว่าคนที่เรารู้จักหลายต่อหลายคน ที่ไปปั่นจักรยานกับเรา กลัวเค้าจะเจ็บอย่างเรา”

“แล้วก็นึกไปถึงเพื่อนๆ ของเรา ที่เค้าเจ็บ บางคนไหปลาร้าหัก บางคนถึงขึ้นเสียชีวิต ซึ่งก็มีข่าวอยู่บ่อยๆ”

“เกิดความคิดว่า จักรยานมันมีความมหัศจรรย์ มีหลายๆ ด้านที่ให้สิ่งดีๆ กับเรา
แต่ขณะเดียวกัน ด้านที่ไม่ดีของมันก็มีเช่นกัน และอาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกๆ เสี้ยววินาที มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน… ถ้าประมาทและไม่ระมัดระวัง”

“เรื่องราวที่ผมกลัวเมื่ออยู่บนหลังอานผ่านมุมสูงเนี่ย อยากให้เพื่อนๆ ที่ปั่นจักรยานได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมนี้ เพื่อที่จะได้ระมัดระวังในขณะที่ปั่นจักรยาน ไม่ใช่ระวังธรรมดา แต่อยากให้ระวังมากๆ เพราะมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเกิดขึ้นได้ง่ายมาก อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับผม ชั่วเพียงกระพริบตาเท่านั้นเอง ทำให้ต้องเจ็บได้มากมายขนาดนี้”

“แต่ไม่ใช่ว่าผมจะเกิดความกลัวจนเลิกปั่นจักรยานนะ ผมยังหลงใหลและรักในการปั่นจักรยาน และจะปั่นจักรยานต่อไป แต่ผมอยากจะแบ่งปั่นเรื่องราวความกลัวที่เกิดขึ้นกับผมนี้ เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ว่า มันมีสิทธิ์ที่จะกลัวได้ถ้าเราประมาท”

“ขอให้อย่าได้ประมาทในขณะที่อยู่บนหลังอาน ไม่ว่าคุณจะปั่นอยู่ในสถานการณ์ใด ไม่ว่าจะปั่นด้วยความเร็วบนท้องถนน หรือจะปั่นช้า .. ไม่ว่าจะปั่นอย่างไรก็แล้วแต่ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ จะเล็กหรือใหญ่ ถ้าโชคดีก็เจ็บน้อย ถ้าโชคร้ายก็เจ็บเยอะ เหมือนอย่างที่ผมเจ็บบนหลังอานเช่นนี้”

หากยังจดจำกันได้ สำหรับเพื่อนๆ ที่เคยไปร่วมทริปปั่นจักรยานกับพี่แซม หรือกลุ่มบางแก้วไบค์ ทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มขบวนออกปั่นจักรยาน ภาพที่เห็นคือภาพของพี่แซม จับโทรโข่งประจำตัว กล่าวแนะนำการปั่นจักรยานอย่างถูกต้องปลอดภัย โดยเฉพาะวลีมักจะได้ยินแทบทุกครั้ง โดยเฉพาะทริปที่ต้องปั่นเส้นทางเลียบคลอง คือ

“คนที่ตกคลองมักจะเป็นคนที่เก่ง คนที่ไม่เก่งมักจะไม่ตก”

ซึ่งเป็นประโยคที่ผมจดจำได้เป็นอย่างดี และนำกลับมาเทียบเคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่แซมในเหตุการณ์ครั้งนี้..

สอดคล้องกับความคิดของพี่แซม ซึ่งส่งท้ายบทสนทนาระหว่างเราไว้อย่างชัดเจน
“ผมว่าตรงเลย.. เพราะความที่เรามองข้ามไป จริงๆ ในความรู้สึกหลายคนอาจจะคิดว่าผมปั่นจักรยานเก่ง แต่สำหรับผมแล้ว แค่ขี่ได้ และได้ขี่ ไม่ได้เก่ง และทุกครั้งที่ปั่นจักรยานผมก็ว่าระมัดระวังแล้ว ก็เท่ากับกว่าผมประมาทนั่นเอง แต่ไม่ใช่ประมาทเพราะว่าอวดเก่ง แต่เราไม่รู้เลยว่า.. มันจะเกิดขึ้นได้”

◆ ถอดบทสนทนาและเรียบเรียงโดย zangzaew

Advertisements

2 thoughts on “ความกลัวบนหลังอาน..ผ่านมุมสูง

  1. เป็นบทความที่ดี ที่ได้แชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับผู้รักการปัั่นจักรยาน และเตือนสติอย่าได้ประมาทแม้แต่เสี้ยววินาที เมื่ออยู่บนหลังอานจักรยาน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s